ตอนที่ 3 : บ้านของอู่หลิน
ถางอู่หลินที่เดินออกมาจากประตูสำนักหงซาน ร่างของเขาก็ยังไม่หยุดสั่น
เขาที่เป็นศิษย์ใหม่ของสำนักหงซาน ในการปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วมีพลังวิญญาณปรากฏขึ้นทำให้เขาถูกแยกไปอยู่ที่ห้องเรียนของผู้ใช้วิญญาณ ในสำนักนั้นห้องเรียนของผู้ใช้วิญญาณนับว่าเป็นห้องเรียนที่เป็นจุดสนใจอย่างมากที่สุด
หัวที่บวมเป่ง ภายในร่างที่ร้อนระอุราวกับพลังงานที่ระเบิดออกมาภายในร่างของเขายังหายไปไม่หมด ทำให้ถางอู่หลินรู้สึกวิงเวียนอยู่เล็กน้อย
“ลูก วิเศษย์มากเลย!”เสียงที่อ่อนโยนของถางจึหลานที่ดังขึ้นได้ปลุกถางอู่หลินให้ตื่นจากภวังค์
เขาเงยหน้าขึ้นไปมองพ่อของตน เมื่อเห็นสายตาที่อ่อนโยนของพ่อเขาจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านพ่อ หญ้าฟ้าเงินไม่ใช่วิญญาณยุทธ์ขยะหรอ?”
ได้ยินดังนั้น ถางจึหลานกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“วิญญาณยุทธ์ขยะแล้วยังไงล่ะ?เจ้าก็รู้นี่การที่มีพลังวิญญาณ ถือว่าเป็นเรื่องที่วิเศษย์ วิญญาณยุทธ์ขยะแต่มีพลังวิญญาณ อย่างนั้นไม่ใช่เรื่องที่วิเศษย์หรอกหรือ?ลูกของพ่อพิเศษกว่าใครๆ พ่อเคยพูดเรื่องของผู้ก่อตั้งนิกายถางให้เจ้าฟังไม่ใช่หรือ?วิญญาณยุทธ์ของเขาก็เป็นหญ้าเงินฟ้าเหมือนกันนะ……”
บ้านของถางอู่หลินอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนในเมืองอ้าวหลาย ถางจึหลานเป็นช่างซ่อมแซมอุปกรณ์สำหรับสปิริตมาสเตอร์แบบง่ายๆ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ธรรมดาทำให้เขามีเงินไม่มากพอที่จะมาเลี้ยงดูคนในครอบครัว
หลางเย่เป็นแม่บ้าน นางคอยดูแลถางอู่หลินและทำอาหารอร่อยๆให้กับคนในครอบครัว
ห้องนั่งเล่นขนาดสิบกว่าตารางเมตร ห้องครัวก็ไม่ได้ใหญ่มาก ห้องน้ำ แล้วก็มีห้องอีกสองห้องที่มีพื้นที่ไม่ถึงสิบตารางเมตรเสียด้วยซ้ำ และนั่นก็คือทั้งหมดของบ้านของเขา
“ลูก กลับมาแล้วหรอ!หิวแย่เลยล่ะสิ แม่ทำอาหารเอาไว้ให้ลูกแล้วนะ”หลางเย่ถึงจะไม่ได้สวยมาก แต่นางก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ นางหันหลังมาพลางโอบกอดอู่หลินตัวน้อยเอาไว้
“ท่านแม่ ข้าไม่หิว ข้ารู้สึกง่วงนิดหน่อย ข้าขอตัวไปนอนก่อนนะ”ถางอู่หลินกอดคอของผู้เป็นแม่ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ห้องของตัวเอง
หลางเย่มองไปที่หลังของร่างเล็กก่อนที่จะหันมาหาสามีแล้วถอนหายใจออกมา“เด็กคนนี้นี่นะ ตั้งแต่เล็กๆก็อยากจะเป็นผู้ใช้วิญญาณ แต่ว่าการที่จะเป็นผู้ใช้วิญญาณเป็นเรื่องง่ายแบบนั้นเสียเมื่อไหร่กัน!พวกเราไปปลอบเขาสักหน่อยน่าจะดี”
ถางจึหลานเดินเข้าไปที่ห้องนั่งเล่นพลางนั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆตรงโต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีผัดผัก กระดูกหมูตุ๋น ผักเย็นและซุปอีกถ้วยหนึ่ง กับข้าวสามอย่างกับซุป แค่นี้สำหรับบ้านถางก็นับว่าเฟื่องฟูเป็นอย่างมากแล้ว
“ลูกมีพลังวิญญาณ ข้าเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมี”ถางจึหลานกล่าว
หลางเย่นั่งลงข้างๆสามี เมื่อได้ยินดังนั้นนางกล่าวออกมาด้วยความตกใจ“ว่าไงนะ?อู่หลินมีพลังวิญญาณงั้นหรอ?ถ้างั้นเขาก็สามารถที่จะเป็นผู้ใช้วิญญาณได้ไม่ใช่หรือยังไง?”
ถางจึหลานยิ้ม“มันง่ายแบบนั้นซะเมื่อไหร่ล่ะ วิญญาณยุทธ์ของเขาก็คือหญ้าเงินฟ้า พลังวิญญาณเบิกฟ้าระดับสาม การจะเป็นผู้ใช้วิญญาณจะเป็นได้ง่ายๆเหมือนที่พูดอย่างนั้นหรือ?คนที่มีพลังวิญญาณก็จะถูกแยกไปเรียนที่ห้องเรียนของผู้ใช้วิญญาณ ข้ากลัวว่าเขาจะรับแรงกดดันขนาดนั้นไม่ไหว”
หลางเย่อึ้งไป แต่ไม่นานนักนางก็เข้าใจในความหมายที่สามีกล่าว“งั้นอู่หลินเขา……”
ถางจึหลานกล่าว“เขาเหมือนจะรู้สึกหนักหนาอยู่พอควร ตั้งแต่กลับมาเขาก็ไม่พูดอะไรเลย เมื่อโตขึ้นเขายังต้องผ่านความยากลำบากอีกมาก ปล่อยให้เขาได้อยู่เงียบๆสักพักเถอะ”
หลางเย่มองไปยังห้องนอนของลูกชายด้วยสายตาที่เป็นกังวล นางถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนที่จะตักข้าวใส่ถ้วยแล้วยื่นให้สามี“กินข้าวก่อนเถอะ แล้วพวกเราค่อยคุยกับเขา อู่หลินเป็นเด็กดีตั้งแต่เล็ก แต่ถ้าไม่ได้ยังไงพวกเราก็ค่อยให้เขาย้ายไปห้องเรียนธรรมดา”
“อื้ม”
ทว่าที่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่รู้ก็คือเหตุผลที่ถางอู่หลินไม่กินข้าวไม่ใช่เพราะเขารู้สึกแย่ แต่เป็นเพราะเขาง่วงจริงๆต่างหาก
เมื่อกลับมาถึงห้องเขาก็ล้มตัวลงนอนก่อนที่จะเข้าไปสู่ในโลกของความฝัน
ไม่นานนัก ร่างของถางอู่หลินที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มขดไปมา ผิวทั่วทั้งร่างของเขาเริ่มแดงขึ้น หากถางจึหลานมาอยู่ใกล้ๆในตอนนี้เขาก็จะรับรู้ได้ถึงอุณภูมิความร้อนที่สูงขึ้นมากจนน่าตกใจ
ผิวที่แดงก่ำค่อยๆโปร่งใสขึ้นจนมองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง ซึ่งมันใสมากพอที่จะเห็นเลือดไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ความเร็วของมันนั้นเร็วกว่าคนปกติถึงสามเท่า
อักขระสีทองที่เคยปรากฏขึ้นมาตอนที่อยู่ที่ห้องปลุกพลัง ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง มันแตกระแหงออกมาตั้งแต่หัวจนถึงเท้า
หลังจากนั้นอักขระสีทองก็ค่อยๆฝังเข้าไปภายในร่างของเขา กระดูกทั่วร่างของถางอู่หลินสั่นไหวครู่หนึ่งก่อนที่จะค่อยๆสงบนิ่ง อุณภูมิภายในร่างกลับคืนมาสู่สภาวะปกติ
ภายในฝัน ถางอู่หลินได้เข้ามายังผืนหญ้าเงินฟ้า ทว่าท้องฟ้าที่อยู่เหนือหัวกลับเป็นสีทองคล้ายกับอะไรบางอย่างขนาดใหญ่ที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เขามองเห็นปากสีทองขนาดใหญ่ก่อนที่มันจะอ้าปากและดูดกลืนเขาเข้าไปภายในโลกสีทองที่ไม่มีที่สิ้นสุด
“อ๊ากกก——”ถางอู่หลินร้องพลางดีดตัวขึ้นมานั่งอยู่รวดเร็ว ร่างของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อเหนียวเหนอะหนะไปทั่วทั้งร่าง
เพราะฐานะครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนทำให้เขารู้เรื่องมากกว่าเด็กทั่วไป เขาไม่ไปรบกวนพ่อแม่ของเขา เขาถอดเสื้อผ้าแล้วเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ทว่าเขาก็ต้องประหลาดใจ ถึงแม้ว่าร่างทั้งร่างจะเต็มไปด้วยเหงื่อแต่กลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆลอยโชยออกมา แต่เมื่ออาบน้ำเสร็จกลิ่นนั้นก็หายไปในทันที
“เห หลินหลินล่ะ?”เสียงของหลางเย่ดังออกมาจากข้างนอก
“ท่านแม่ ข้าอยู่นี่ ข้ากำลังอาบน้ำอยู่”ถางอู่หลินวิ่งออกมาข้างนอกเขาใส่แค่กางเกงในตัวเดียว
เห็นดังนั้น หลางเย่จึงกล่าวตำหนิออกมา“รีบไปใส่เสื้อผ้าเร็ว เดี๋ยวก็แข็งตายหรอก”นางใช้นิ้วหยิกเข้าที่แก้มของลูกชายก่อนที่จะดันเขาเข้าไปข้างในห้อง
เมื่อประตูห้องปิดลง หลางเย่ก็กล่าวพึมพำขึ้นมา“ผิวของเด็กนี่ทั้งอ่อนโยนและนุ่มลื่นจริงๆเลยนะ แม่ชักจะอิจฉาแล้วสิ”
ถางอู่หลินเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกมา เขาสังเกตเห็นว่าฟ้าข้างนอกได้มืดลงแล้ว แต่เขารู้สึกเหมือนกับเพิ่งจะนอนไปหน่อยเดียวเอง
ถางจึหลานได้ลางาน วันนี้เขาจึงอยู่บ้านทั้งวัน เขาที่เห็นถางอู่หลินเดินออกมาจึงกวักมือเรียก“มานี่สิ ลูก”
ถางอู่หลินนั่งลงข้างๆพ่อ ถางจึหลานที่กำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ดันได้ยินเสียง”จ๊อกจ๊อก”ในท้องของถางอู่หลินดังขึ้นเสียก่อน เขาและหลางเย่พลันหัวเราะดังขึ้นมา
ถางอู่หลินหัวเราะฮี่ฮี่ออกมา“ท่านแม่ ข้าจะกินข้าวได้หรือยัง?ข้าหิวมากเลย”
“กินสิ”หลางเย่ตักข้าวให้ถางอู่หลิน ก่อนที่นางจะหันไปสบตากับสามีแว่บหนึ่ง เพื่อบ่งบอกว่าหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วค่อยคุยกับเขา
เมื่อถางอู่หลินชูถ้วยข้าวถ้วยที่สี่ขึ้น ถางจึหลานและหลางเย่ถึงกับประหลาดใจเป็นอย่างมาก ถึงจะยังไม่ได้กินข้าวกลางวันก็เถอะแต่ก็ไม่น่าจะกินเยอะขนาดนี้นี่!
“ท่านแม่อร่อยมากเลย ข้าขออีก……”
เขาที่เป็นศิษย์ใหม่ของสำนักหงซาน ในการปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วมีพลังวิญญาณปรากฏขึ้นทำให้เขาถูกแยกไปอยู่ที่ห้องเรียนของผู้ใช้วิญญาณ ในสำนักนั้นห้องเรียนของผู้ใช้วิญญาณนับว่าเป็นห้องเรียนที่เป็นจุดสนใจอย่างมากที่สุด
หัวที่บวมเป่ง ภายในร่างที่ร้อนระอุราวกับพลังงานที่ระเบิดออกมาภายในร่างของเขายังหายไปไม่หมด ทำให้ถางอู่หลินรู้สึกวิงเวียนอยู่เล็กน้อย
“ลูก วิเศษย์มากเลย!”เสียงที่อ่อนโยนของถางจึหลานที่ดังขึ้นได้ปลุกถางอู่หลินให้ตื่นจากภวังค์
เขาเงยหน้าขึ้นไปมองพ่อของตน เมื่อเห็นสายตาที่อ่อนโยนของพ่อเขาจึงถามขึ้นมาว่า“ท่านพ่อ หญ้าฟ้าเงินไม่ใช่วิญญาณยุทธ์ขยะหรอ?”
ได้ยินดังนั้น ถางจึหลานกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“วิญญาณยุทธ์ขยะแล้วยังไงล่ะ?เจ้าก็รู้นี่การที่มีพลังวิญญาณ ถือว่าเป็นเรื่องที่วิเศษย์ วิญญาณยุทธ์ขยะแต่มีพลังวิญญาณ อย่างนั้นไม่ใช่เรื่องที่วิเศษย์หรอกหรือ?ลูกของพ่อพิเศษกว่าใครๆ พ่อเคยพูดเรื่องของผู้ก่อตั้งนิกายถางให้เจ้าฟังไม่ใช่หรือ?วิญญาณยุทธ์ของเขาก็เป็นหญ้าเงินฟ้าเหมือนกันนะ……”
บ้านของถางอู่หลินอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนในเมืองอ้าวหลาย ถางจึหลานเป็นช่างซ่อมแซมอุปกรณ์สำหรับสปิริตมาสเตอร์แบบง่ายๆ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ธรรมดาทำให้เขามีเงินไม่มากพอที่จะมาเลี้ยงดูคนในครอบครัว
หลางเย่เป็นแม่บ้าน นางคอยดูแลถางอู่หลินและทำอาหารอร่อยๆให้กับคนในครอบครัว
ห้องนั่งเล่นขนาดสิบกว่าตารางเมตร ห้องครัวก็ไม่ได้ใหญ่มาก ห้องน้ำ แล้วก็มีห้องอีกสองห้องที่มีพื้นที่ไม่ถึงสิบตารางเมตรเสียด้วยซ้ำ และนั่นก็คือทั้งหมดของบ้านของเขา
“ลูก กลับมาแล้วหรอ!หิวแย่เลยล่ะสิ แม่ทำอาหารเอาไว้ให้ลูกแล้วนะ”หลางเย่ถึงจะไม่ได้สวยมาก แต่นางก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ นางหันหลังมาพลางโอบกอดอู่หลินตัวน้อยเอาไว้
“ท่านแม่ ข้าไม่หิว ข้ารู้สึกง่วงนิดหน่อย ข้าขอตัวไปนอนก่อนนะ”ถางอู่หลินกอดคอของผู้เป็นแม่ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ห้องของตัวเอง
หลางเย่มองไปที่หลังของร่างเล็กก่อนที่จะหันมาหาสามีแล้วถอนหายใจออกมา“เด็กคนนี้นี่นะ ตั้งแต่เล็กๆก็อยากจะเป็นผู้ใช้วิญญาณ แต่ว่าการที่จะเป็นผู้ใช้วิญญาณเป็นเรื่องง่ายแบบนั้นเสียเมื่อไหร่กัน!พวกเราไปปลอบเขาสักหน่อยน่าจะดี”
ถางจึหลานเดินเข้าไปที่ห้องนั่งเล่นพลางนั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆตรงโต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีผัดผัก กระดูกหมูตุ๋น ผักเย็นและซุปอีกถ้วยหนึ่ง กับข้าวสามอย่างกับซุป แค่นี้สำหรับบ้านถางก็นับว่าเฟื่องฟูเป็นอย่างมากแล้ว
“ลูกมีพลังวิญญาณ ข้าเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมี”ถางจึหลานกล่าว
หลางเย่นั่งลงข้างๆสามี เมื่อได้ยินดังนั้นนางกล่าวออกมาด้วยความตกใจ“ว่าไงนะ?อู่หลินมีพลังวิญญาณงั้นหรอ?ถ้างั้นเขาก็สามารถที่จะเป็นผู้ใช้วิญญาณได้ไม่ใช่หรือยังไง?”
ถางจึหลานยิ้ม“มันง่ายแบบนั้นซะเมื่อไหร่ล่ะ วิญญาณยุทธ์ของเขาก็คือหญ้าเงินฟ้า พลังวิญญาณเบิกฟ้าระดับสาม การจะเป็นผู้ใช้วิญญาณจะเป็นได้ง่ายๆเหมือนที่พูดอย่างนั้นหรือ?คนที่มีพลังวิญญาณก็จะถูกแยกไปเรียนที่ห้องเรียนของผู้ใช้วิญญาณ ข้ากลัวว่าเขาจะรับแรงกดดันขนาดนั้นไม่ไหว”
หลางเย่อึ้งไป แต่ไม่นานนักนางก็เข้าใจในความหมายที่สามีกล่าว“งั้นอู่หลินเขา……”
ถางจึหลานกล่าว“เขาเหมือนจะรู้สึกหนักหนาอยู่พอควร ตั้งแต่กลับมาเขาก็ไม่พูดอะไรเลย เมื่อโตขึ้นเขายังต้องผ่านความยากลำบากอีกมาก ปล่อยให้เขาได้อยู่เงียบๆสักพักเถอะ”
หลางเย่มองไปยังห้องนอนของลูกชายด้วยสายตาที่เป็นกังวล นางถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนที่จะตักข้าวใส่ถ้วยแล้วยื่นให้สามี“กินข้าวก่อนเถอะ แล้วพวกเราค่อยคุยกับเขา อู่หลินเป็นเด็กดีตั้งแต่เล็ก แต่ถ้าไม่ได้ยังไงพวกเราก็ค่อยให้เขาย้ายไปห้องเรียนธรรมดา”
“อื้ม”
ทว่าที่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่รู้ก็คือเหตุผลที่ถางอู่หลินไม่กินข้าวไม่ใช่เพราะเขารู้สึกแย่ แต่เป็นเพราะเขาง่วงจริงๆต่างหาก
เมื่อกลับมาถึงห้องเขาก็ล้มตัวลงนอนก่อนที่จะเข้าไปสู่ในโลกของความฝัน
ไม่นานนัก ร่างของถางอู่หลินที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มขดไปมา ผิวทั่วทั้งร่างของเขาเริ่มแดงขึ้น หากถางจึหลานมาอยู่ใกล้ๆในตอนนี้เขาก็จะรับรู้ได้ถึงอุณภูมิความร้อนที่สูงขึ้นมากจนน่าตกใจ
ผิวที่แดงก่ำค่อยๆโปร่งใสขึ้นจนมองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง ซึ่งมันใสมากพอที่จะเห็นเลือดไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ความเร็วของมันนั้นเร็วกว่าคนปกติถึงสามเท่า
อักขระสีทองที่เคยปรากฏขึ้นมาตอนที่อยู่ที่ห้องปลุกพลัง ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง มันแตกระแหงออกมาตั้งแต่หัวจนถึงเท้า
หลังจากนั้นอักขระสีทองก็ค่อยๆฝังเข้าไปภายในร่างของเขา กระดูกทั่วร่างของถางอู่หลินสั่นไหวครู่หนึ่งก่อนที่จะค่อยๆสงบนิ่ง อุณภูมิภายในร่างกลับคืนมาสู่สภาวะปกติ
ภายในฝัน ถางอู่หลินได้เข้ามายังผืนหญ้าเงินฟ้า ทว่าท้องฟ้าที่อยู่เหนือหัวกลับเป็นสีทองคล้ายกับอะไรบางอย่างขนาดใหญ่ที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เขามองเห็นปากสีทองขนาดใหญ่ก่อนที่มันจะอ้าปากและดูดกลืนเขาเข้าไปภายในโลกสีทองที่ไม่มีที่สิ้นสุด
“อ๊ากกก——”ถางอู่หลินร้องพลางดีดตัวขึ้นมานั่งอยู่รวดเร็ว ร่างของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อเหนียวเหนอะหนะไปทั่วทั้งร่าง
เพราะฐานะครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนทำให้เขารู้เรื่องมากกว่าเด็กทั่วไป เขาไม่ไปรบกวนพ่อแม่ของเขา เขาถอดเสื้อผ้าแล้วเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ทว่าเขาก็ต้องประหลาดใจ ถึงแม้ว่าร่างทั้งร่างจะเต็มไปด้วยเหงื่อแต่กลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆลอยโชยออกมา แต่เมื่ออาบน้ำเสร็จกลิ่นนั้นก็หายไปในทันที
“เห หลินหลินล่ะ?”เสียงของหลางเย่ดังออกมาจากข้างนอก
“ท่านแม่ ข้าอยู่นี่ ข้ากำลังอาบน้ำอยู่”ถางอู่หลินวิ่งออกมาข้างนอกเขาใส่แค่กางเกงในตัวเดียว
เห็นดังนั้น หลางเย่จึงกล่าวตำหนิออกมา“รีบไปใส่เสื้อผ้าเร็ว เดี๋ยวก็แข็งตายหรอก”นางใช้นิ้วหยิกเข้าที่แก้มของลูกชายก่อนที่จะดันเขาเข้าไปข้างในห้อง
เมื่อประตูห้องปิดลง หลางเย่ก็กล่าวพึมพำขึ้นมา“ผิวของเด็กนี่ทั้งอ่อนโยนและนุ่มลื่นจริงๆเลยนะ แม่ชักจะอิจฉาแล้วสิ”
ถางอู่หลินเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกมา เขาสังเกตเห็นว่าฟ้าข้างนอกได้มืดลงแล้ว แต่เขารู้สึกเหมือนกับเพิ่งจะนอนไปหน่อยเดียวเอง
ถางจึหลานได้ลางาน วันนี้เขาจึงอยู่บ้านทั้งวัน เขาที่เห็นถางอู่หลินเดินออกมาจึงกวักมือเรียก“มานี่สิ ลูก”
ถางอู่หลินนั่งลงข้างๆพ่อ ถางจึหลานที่กำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ดันได้ยินเสียง”จ๊อกจ๊อก”ในท้องของถางอู่หลินดังขึ้นเสียก่อน เขาและหลางเย่พลันหัวเราะดังขึ้นมา
ถางอู่หลินหัวเราะฮี่ฮี่ออกมา“ท่านแม่ ข้าจะกินข้าวได้หรือยัง?ข้าหิวมากเลย”
“กินสิ”หลางเย่ตักข้าวให้ถางอู่หลิน ก่อนที่นางจะหันไปสบตากับสามีแว่บหนึ่ง เพื่อบ่งบอกว่าหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วค่อยคุยกับเขา
เมื่อถางอู่หลินชูถ้วยข้าวถ้วยที่สี่ขึ้น ถางจึหลานและหลางเย่ถึงกับประหลาดใจเป็นอย่างมาก ถึงจะยังไม่ได้กินข้าวกลางวันก็เถอะแต่ก็ไม่น่าจะกินเยอะขนาดนี้นี่!
“ท่านแม่อร่อยมากเลย ข้าขออีก……”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น